เด็กไทยฆ่าตัวตาย เฉลี่ยวันละ 2 คน ด้วยภาวะเครียด

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กทม. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) จัดเสวนา เรื่อง "เด็กไทยปลอดภัยจริงหรือ" โดยนพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า สาเหตุการเสียชีวิตของเด็กและเยาวชนมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่
1.อุบัติเหตุ เนื่องจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 40-50 % ทำให้มีเด็กเสียชีวิต 16 รายต่อวัน
2.ติดเชื้อเอชไอวี โดยเด็กผู้ชายมีพฤติกรรมเสี่ยงด้วยการดื่ม เหล้า สูบบุหรี่ มีเซ็กซ์ที่ไม่ปลอดภัย ส่วนเด็กผู้หญิงเกิดจากการมีเซ็กซ์ที่ไม่ปลอดภัย และ โรคเสพติด เช่น ติดเกม และการบริโภคนิยม
3.ภาวะความเครียดจากหลายสาเหตุ จนนำมาสู่การฆ่าตัวตาย พบว่าทั่วประเทศมีเด็กฆ่าตัวตาย ประมาณปีละ 600 ราย เฉลี่ยวันละ 2 คน
นพ.สุริยเดว กล่าวว่า ส่วนรายงานเพศที่ 3 ในช่วงศตวรรษที่ 19 มีแค่ 1 % แต่ปัจจุบันมีเพศที่ 3 ถึง 15 % อันเนื่องมาจากปัจจัยภายใน คือ กรรมพันธุ์ โครโมโซม ยีน การคลอดผิดปกติมีอวัยวะเพศกำกวม มีทั้งองคชาตและอวัยวะเพศหญิง และปัจจัยภายนอก คนใกล้ชิดที่เลี้ยงดูเด็ก โดยพบว่าเกย์ กระเทย ตุ๊ด เกิดจากครอบครัวที่ไม่มีพ่อ ไม่มีความอบอุ่น เด็กไม่มีผู้ชายให้ลอกเลียนแบบ หรือมีพ่อแต่พ่อดุดัน ดุจัดเกินไป เด็กก็ไม่กล้าลอกเลียนแบบ หรือ พ่ออ่อนแอยวบยาบ หรือพ่อทำงานตลอดอยู่ต่างจังหวัดไม่ได้อยู่กับลูก เช่นเดียวกับลูกที่เป็นทอม ดี้ แม่ก็เป็นเช่นเดียวกัน คือแม่ดุดัน หย่อนยาน หรือไม่มีแม่ ซึ่งช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของเด็กที่สุด คือแรกเกิดถึง 6 ปี หากไปฝากคนอื่นเลี้ยงหรือไม่ดูแลใกล้ชิด จนเด็กเกิดปัญหาก็สายไปที่จะกลับมาดูแล
"สื่อและบุคคลสาธารณะ มีผลกระตุ้นหล่อหลอมเด็ก ว่าเพศที่ 3 เป็นที่ยอมรับต่อสังคม ประกอบกับพ่อแม่ก็ไม่มีทักษะและเวลาในการดูแล ทั้งนี้ หากเด็กเป็นเพศที่ 3 สังคมรอบข้าง คือ บ้าน โรงเรียน ชุมชน ต้องยอมรับ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ยอมรับทั้งประเทศมิฉะนั้นจะเป็นกันเต็มบ้านเต็มเมือง เสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี และหากยังมีสื่อที่ยั่วยุทางเพศแย่ๆต่อไปเราจะกลายเป็นโลกที่มีแต่เซ็กซ์สกปรกโสมม" นพ.สุริยเดวกล่าวและว่า
วัยรุ่นเพศที่ 3 เป็นโรคกลัวอ้วนรุนแรงกว่าเด็กชายหญิงทั่วไป ประกอบกับอารมณ์ที่ขึ้นลงรวดเร็ว ภาวะอีคิวที่มีปัญหา พ่อแม่ไม่มีทักษะเลี้ยงลูกเพศที่ 3 ทำให้เด็กมีภาวะเครียดสูง และนำไปสู่การฆ่าตัวตายมากกว่าเด็กทั่วไป ทางออกควรมีศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเด็ก เยาวชน ครอบครัว และจัดแฟมิลี่ เดย์เพื่อรณรงค์กิจกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งครม.ต้องให้ความสำคัญกับเด็ก ถ้าไม่ลงทุนกับเด็กแสดงว่าไม่ได้ทำเพื่อประเทศในอนาคต
ด้านนายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล รองประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 9 กทม. กล่าวว่า ขณะนี้ไทยไม่มีกฎหมายคุ้มครองการแปลงเพศหรือการตั้งครรภ์แทน แม้จะมีแพทยสภาควบคุมดูแลแต่ก็ยังไม่มีกติกาที่คุ้มครองคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ซึ่งต้องพิจารณาว่าการตัดอัณฑะหรือตัดเต้านมเป็นการรักษาหรือไม่ และมีกระบวนการขั้นตอนการกะทำครบถ้วนมีทีมสหวิชาชีพดูแลหรือไม่ หากไม่ใช่ก็จะมีความผิดตามมาตรา 297 ที่ระบุว่า ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุ ให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน - 10 ปี
นายวัชรินทร์ กล่าวอีกว่า อันตรายสาหัส หมายถึงตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์ เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว แม้แพทยสภาจะออกกฎก็ยังเสี่ยง เพราะคนที่ทำไปแล้วหลายร้อยคน จะเกิดผลต่อร่างกายตามมา จะฟ้องร้องใครได้ หากมองว่าเพศที่ 3 ไม่ใช่โรคที่ต้องรักษา ซึ่งการฟ้องแพ่งจากการละเมิดมีอายุความเพียง 1 ปี ดังนั้น ควรแก้กฎหมายให้มีอายุความ 5 ปี เพราะหากเด็กที่ทำไปแล้วสูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์ พิการตามมา แพทย์ก็มีความผิดและต้องรับผิดชอบ
"การกระทำดังกล่าวไม่สามารถอ้างมาตรา 67 ที่ระบุการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นเพราะอยู่ในที่บังคับ หรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยง หรือขัดขืนได้ หรือเพราะเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงและ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ เมื่อภยันตรายนั้นตนมิได้ก่อให้ เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นการเกินสมควรแก่เหตุแล้วไม่ต้องรับโทษ กฎหมายไม่ยกเว้น นอกจากนั้นตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก หากเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ถือเป็นการทารุณกรรมเด็กไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม หรือแม้เด็กอายุ 18-20 ปี ก็ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครอง" นายวัชรินทร์กล่าว
ด้านนายธวัชชัย ไทยเขียว รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวว่า สถิติที่กรมพินิจฯ รวบรวมในช่วงเดือน ตุลาคม 50- กุมภาพันธ์ 51 พบสูงสุดเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ 6,078 ราย ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ 4,761 ราย ความผิดอื่น ๆ 3,744 ราย ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 3,096 ราย ความผิดเกี่ยวกับอาวุธและวัตถุระเบิด 1,632 ราย ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุข เสรีภาพ ชื่อเสียงและการปกครอง 1,342 ราย และความผิดเกี่ยวกับเพศ 853 ราย จึงถึงเวลาที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะคนทำงานด้านเด็กทั้งภาครัฐและเอกชนต้องหันหน้าจับเข่าคุยกันถึงการป้องกันและแก้ปัญหาตั้งแต่ก่อนมีครรภ์จนถึงเยาวชนที่บรรลุนิติภาวะ
นางงามตา รอดสมใจ นักวิจัยศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า ข้อมูลการศึกษาของศูนย์ฯ ปี 42-48 พบว่าช่วง 7 ปี เด็กอายุ 1-14 ปี เสียชีวิต 61,864 ราย เกิดจากอุบัติเหตุความรุนแรง 23,457 ราย โดยอันดับ 1 เกิดจากการจมน้ำ 10,371 ราย คิดเป็น 44 % ของอุบัติเหตุทั้งหมด รองลงมา คือ การขนส่งเดินทาง 721 รายต่อปี และ การบาดเจ็บอื่นๆ 1,111ต่อปี ซึ่งปัจจัยเสี่ยงของการจมน้ำ เกิดจาก 1.การเผอเรอของผู้เลี้ยงดูชั่วขณะ ทำให้เด็กวัย 6 เดือน-3 ปี เสียชีวิตมากที่สุด 2.ประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าเป็นจริง 3.ผู้ช่วยเหลือเด็กไม่มีความรู้การปฐมพยาบาล 4.สถานบริการทางการแพทย์ไม่พร้อมช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉิน
"มาตรการป้องกันตามนโยบายโลกที่เหมาะสมสำหรับเด็ก กำหนดให้ปี 2557 เด็กอายุ 1-14 ปี ต้องเสียชีวิตลดลงเหลือ 5 ต่อแสนคนต่อปี มีเกณฑ์ขั้นต่ำในการเลี้ยงดูเด็กตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กอย่างจริงจัง มีกฎหมายกำหนดความรับผิดชอบจากสิ่งก่อสร้างในชุมชน รณรงค์สร้างความตระหนักภัยทางน้ำของเด็กกับครอบครัว ชุมชน สังคม โดยเฉพาะครอบครัวต้องตระหนักต่อความสูญเสีย ให้ความรู้กับครอบครัวและสอนเด็กไม่ให้ไปอยู่ในจุดเสี่ยง และสอนว่ายน้ำกับเด็กอายุ 9 ขวบขึ้นไป พร้อมทั้งสอนการช่วยคนตกน้ำให้เด็ก" นางงามตากล่าว
ข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล